บันทึกจากทริป คืนวันที่ 16–17 กุมภาพันธ์ 2025
เกี่ยวกับบันทึกฉบับนี้
เรียบเรียงจากโพสต์และภาพของ H2 Journey สิทธิ์ บัตร และบริการที่กล่าวถึงเป็นประสบการณ์ในช่วงที่เดินทาง
โพสต์ต้นฉบับ: 29 ส.ค. 2025
หลังจากที่เราได้แชร์ประสบการณ์ขาไปกันแล้ว โพสต์นี้ก็มาถึงเรื่องราวขากลับกันบ้างครับ ทริปนี้เรายังคงเลือกเดินทางไฟลต์ดึกเช่นเคย แต่เปลี่ยนมาลองใช้บริการของ Japan Airlines เนื่องจากจำนวนไมล์ของผมมีจำกัด ขาไปกับขากลับเลยกลายเป็นคนละสายการบินกันครับ
ความใส่ใจ เริ่มตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง
ความประทับใจของเราต่อสายการบินนี้ เริ่มตั้งแต่ตอนรอเช็กอินเลยครับ เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ชวนเด็ก ๆ คุย และคอยสังเกตอยู่ตลอด พอเห็นว่าเราต้องการความช่วยเหลือระหว่างรอโหลดสัมภาระ ก็รีบเข้ามาดูแลทันที

เด็ก ๆ ของเราก็ดูมีความสุขดีนะครับ ถึงจะสื่อสารกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม 😊
สำหรับรถเข็น เรายังคงใช้วิธีโหลดหน้าเกตเหมือนขามา ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็นำแท็กมาติดให้ที่รถเข็นอย่างเรียบร้อย
มีเรื่องหนึ่งที่เราแอบกังวลเล็กน้อยครับ เนื่องจากเราเป็นตั๋วโดยสารแลกไมล์ ทาง JAL แจ้งกับเราในครั้งนี้ว่าไม่สามารถซื้อ Preferred Seat หรือที่นั่งพื้นที่วางขากว้างเพิ่มได้ ซึ่งต่างจากของการบินไทย ทำให้เราอดห่วงไม่ได้ว่าลูก ๆ จะไปรบกวนผู้โดยสารที่นั่งเบาะด้านหน้าหรือไม่
แต่เจ้าหน้าที่ JAL ก็ทำให้เราใจชื้นขึ้นครับ เขาแจ้งว่าได้จัดที่นั่งให้เราเป็นแถวที่สอง อยู่ถัดจากแถว Preferred Seat เลย ซึ่งก็ถือว่าเหมาะสมและแก้ปัญหาให้เราอย่างดีเยี่ยม
เมื่อขึ้นเครื่องและพาเด็ก ๆ นั่งประจำที่เรียบร้อย ก็มีอีกโมเมนต์ที่ทำให้เราประทับใจมาก พี่ลูกเรือนำของเล่นมาให้ พร้อมกับสอบถามทันทีว่าต้องการอะไรสำหรับเด็กเพิ่มเติมไหม เช่น ผ้าห่ม หรือความช่วยเหลืออื่น ๆ


พอเครื่องขึ้นได้สักพัก เด็ก ๆ ก็เริ่มทยอยหลับกัน ส่วนตัวผมรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง รีบงีบเอาแรงตามไปเช่นกัน
แค่ถามก่อนเสิร์ฟอาหาร ก็ทำให้พ่อแม่เบาแรงไปเยอะ
เมื่อถึงเวลาที่ลูกเรือต้องเสิร์ฟอาหาร จุดนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจมากครับ เขาจะเดินมาถามก่อนว่า
“จะรับเฉพาะของคุณพ่อคุณแม่ก่อนไหมคะ ส่วนของน้อง ๆ รอให้ตื่นก่อน หรือถ้าไม่ตื่น เดี๋ยวจะนำมาให้ทีหลัง”
โอ้โห อันนี้ผมชอบมาก! เพราะขามาลูกเรือนำมาเสิร์ฟพร้อมกันทีเดียว 4 กล่อง คือพ่อกับแม่ก็ทานได้แหละครับ แต่ต้องคอยประคองกล่องอาหารของลูกที่ยังไม่ได้เปิดไปด้วย มันก็จะทุลักทุเลนิด ๆ ครั้นจะไม่รับเลยก็กลัวว่าลูกจะบังเอิญตื่นมาหิว 😅

แต่สุดท้าย เจ้าตัวเล็กวัย 2 ขวบ 6 เดือนของเราก็หลับยาวจนเครื่องใกล้จะลงจอดครับ
และก็มาถึงด่านสุดท้ายที่แอบลุ้นที่สุด ลูกจะร้องไห้ไหม? เพราะขามาลูกเรือขอให้นำลูกนั่งบนเก้าอี้และรัดเข็มขัด พอต้องออกจากอ้อมกอดแม่ ซึ่งน้องยังต้องเข้าเต้าบ้างเป็นบางช่วงเวลานอน เจ้าตัวเล็กก็ร้องไห้ยาวจนกระทั่งเครื่องแตะพื้น
รอบนี้เราก็เตรียมใจยอมรับสถานการณ์ครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเที่ยวบินนี้คือ พี่ลูกเรือเหมือนจะประเมินสถานการณ์ แล้วยอมผ่อนผันให้คุณแม่กอดลูกไว้ในอ้อมแขนได้ รอบนี้เลยเงียบสนิท คุณพ่ออย่างผมถึงกับถอนหายใจโล่งอกเลยครับ
รถเข็นรออยู่หน้าเครื่อง พร้อมความใส่ใจอีกชั้น
พอเครื่องจอดสนิท ตอนไปรับรถเข็น เจ้าหน้าที่นำมาเตรียมรอไว้ให้ที่หน้าประตูเครื่อง ไม่ต้องเดินไปรอรับที่สายพาน

แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจไม่หายคือ รถเข็นถูกใส่ถุงพลาสติกของสายการบินคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ผมก็เตรียมถุงผ้ามาเองด้วย จุดนี้ผมรักเลย! ❤️ เพราะส่วนตัวค่อนข้างกังวลเรื่องความสะอาดของใช้เด็กอยู่แล้ว


เรากางรถเข็นออก พาลูกที่ยังหลับปุ๋ยนอนต่อในรถเข็น แล้วจึงเดินไปรับกระเป๋าเพื่อเดินทางกลับบ้านกันอย่างสบายใจ

เป็นการปิดท้ายทริปที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเราได้ดีทีเดียวครับ จากที่กังวลว่าจะไม่ได้ที่นั่งสะดวกสบาย กลัวลูกจะตื่นมาร้องกวนคนอื่น แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับการเดินทางของครอบครัวเราจริง ๆ ครับ
ขากลับรอบนี้ บ้านเราให้ห้าดาวเลยครับ ⭐⭐⭐⭐⭐
อ่านถาม–ตอบต่อบน Facebook
คำถามและประสบการณ์ที่คุยกันไว้ อยู่ในคอมเมนต์ของโพสต์ต้นฉบับครับ
