บันทึกจากทริป คืนวันที่ 6–7 กุมภาพันธ์ 2025
เกี่ยวกับบันทึกฉบับนี้
เรียบเรียงจากโพสต์และภาพของ H2 Journey สิทธิ์ บัตร และบริการที่กล่าวถึงเป็นประสบการณ์ในช่วงที่เดินทาง
โพสต์ต้นฉบับ: 22 ก.พ. 2025
แชร์ประสบการณ์ขึ้นเครื่องกับเด็กเล็ก 5 ขวบ 4 เดือน กับ 2 ขวบ 6 เดือนครับ
ปีนี้ (2025) เราเดินทางไปญี่ปุ่นโดยใช้วิธีแลกไมล์ครับ ด้วยเหตุผลของเวลาและที่ว่าง ขาไปกับขากลับเลยเป็นคนละสายการบินกัน
ขาไปเราเลือกการบินไทย ไฟลต์ TG682 ซึ่งเป็นไฟลต์บินดึกถึงเช้า เพราะประสบการณ์จากปีที่แล้ว เด็ก ๆ จะไม่ค่อยกวน ขึ้นเครื่องก็หลับ พอใกล้ตื่นก็ถึงพอดี

ระหว่างเดินภายในสนามบิน เราใช้รถเข็นเด็ก 1 คัน โดยเตรียมพร้อมที่จะไปฝากหน้าเกต และยังเลือกใช้กระเป๋าเด็กนั่งเป็นตัวช่วย เพราะเราต้องมีของที่ใช้ระหว่างบิน ซึ่งกระเป๋าของเราสามารถเก็บในช่องเหนือศีรษะได้เลย
หาอะไรรองท้อง ก่อนต่อรถไฟไป SAT1
เกตขึ้นเครื่องอยู่อาคาร SAT1 เราเลยต้องเผื่อเวลาหาอาหารรองท้องให้เด็ก ๆ
เราแพลนจะใช้เลาจน์สายการบินที่อาคารหลักก่อน ตอนนั้นเราดูเลาจน์ที่ใช้กับบัตร Priority Pass ที่มี และให้เด็กเป็นผู้ติดตามได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เกณฑ์อายุที่เราเช็กไว้มีตั้งแต่ต่ำกว่า 7 ไปจนถึง 12 ขวบ ขึ้นอยู่กับแต่ละเลาจน์ครับ พยายามเลือกที่ไม่ไกลรถไฟมากนัก จะประหยัดเวลาได้เยอะ
แต่ที่อาคาร SAT1 ตอนที่เราไป เลาจน์ยังไม่เยอะ สำหรับ Miracle Lounge เงื่อนไขที่เราเช็กไว้คือเด็กต้องอายุไม่เกิน 3 ขวบถึงจะเข้าฟรี เราจึงไม่ได้ใช้สิทธิ์แบบที่ตั้งใจไว้กับเด็กทั้งสองคนครับ 😅



ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างข้อมูลเลาจน์ที่เราเก็บไว้ประกอบโพสต์ในตอนนั้นครับ ก่อนเดินทางต้องเช็กกับบัตรและเลาจน์อีกที ทั้งเรื่องการเข้าร่วมรายการและสิทธิ์ของเด็ก


แถว 31 กับรถเข็นที่ต้องไปรับตรงสายพาน
ที่นั่งบนเครื่อง เราเลือก Economy Class แถวหน้าที่เป็น Preferred Seat ซึ่งตอนจองต้องจ่ายเพิ่มประมาณที่นั่งละ 1,600 บาท เพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ ไปรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นมากนัก

โดยรวมแล้วตำแหน่งที่นั่งและพื้นที่วางขาเหลือสบาย ๆ แต่รูปทรงของที่นั่ง ผมกลับรู้สึกว่าแถวหน้าของ AirJapan ที่บินปีที่แล้วให้ความรู้สึกสบายกว่านิดหน่อย เป็นความรู้สึกส่วนตัวครับ


เนื่องจากเดินทางกับเด็กเล็ก เราจึงได้เรียกขึ้นเครื่องก่อนผู้โดยสาร Economy ปกติ ก่อนเดินเข้าเครื่องเราจัดแจงพับรถเข็นใส่ถุง เจ้าหน้าที่ให้วางไว้หน้าเกตเลย

แต่ว่าตอนรับคืนต้องไปรับที่สายพาน ซึ่งจะมาพร้อมกระเป๋าเดินทาง อันนี้ตกใจนิดหนึ่ง เพราะคิดว่าน่าจะรับหน้าเครื่องมากกว่า หากเด็กหลับ เราจะได้เข็นออกจากเครื่องได้เลย
ของเล่นพร้อม แล้วค่อย ๆ หลับกันไป
พอขึ้นเครื่อง เรารีบจัดที่นั่งและเก็บสัมภาระก่อนที่ผู้โดยสารชุดหลัง ๆ จะตามมา แล้วก็เอาของเล่นออกมาดึงความสนใจเจ้าตัวเล็กทั้งสองคน

ภาพรวมทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้ ด้วยเรายังไม่ให้เด็ก ๆ ดูจอ จึงต้องเตรียมของไว้ดึงความสนใจ รวมถึงพ่อแม่ก็อดดูจอไปด้วย แต่พอเครื่องออกสัก 1 ชั่วโมง คนโตก็หลับ เราพยายามจัดที่นั่งให้ตัวเขาไม่ไหลก็เป็นเรียบร้อย ส่วนลูกคนเล็กยังเข้าเต้าอยู่ พอหลับก็จัดระเบียบท่านั่งให้อีกที

ตื่นมา ก็เจอฟูจิพอดี
ตื่นมาเห็นฟูจิพอดีครับ ยังไม่ทันลงเครื่องก็ได้ทักทายญี่ปุ่นกันจากบนฟ้าแล้ว เช้าแรกของทริป มีวิวสวย ๆ มาต้อนรับแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน 😊


ช่วงก่อนลงมีการเสิร์ฟอาหาร ตรงนี้ลำบากนิดหน่อย เพราะแอร์ให้มาพร้อมกัน 4 กล่องเลย พ่อแม่ต้องรีบทาน แล้วเอาของลูกมาซ้อนไว้ เพราะเด็กยังไม่ตื่น ถึงตื่นก็อาจจะไม่อยากทานอยู่ดี
จังหวะเครื่องลง เราอาจจะโชคร้าย เพราะคนเล็กตื่นพอดีแล้วขอเข้าเต้า แต่เจ้าหน้าที่เดินมาเตือนให้เอาเด็กนั่งที่และรัดเข็มขัด
เราก็รู้ชะตาเลยว่าร้องแน่ ๆ 😭😭😭 แต่ก็ยินยอมปฏิบัติตามกฎ ภายหลังผมลองสอบถามเพื่อนที่เป็นแอร์ เขาบอกว่าแต่ละสายการบินมีกฎระเบียบไม่เหมือนกัน ก็ต้องว่าตามหน้างาน
จึงต้องปล่อยให้ร้องอยู่ประมาณ 10–15 นาที เพราะเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พอเครื่องแตะพื้นช่วง Taxi ก็รีบเอามาอุ้ม เพราะไม่อยากกวนผู้โดยสารท่านอื่น
ส่วนเจ้าตัวเล็ก เครื่องลงแล้วก็ยังหงุดหงิดอยู่ครับ 😅 กลับมานั่งรถเข็นแล้ว แต่อารมณ์ยังไม่เข้าที่ แม่ก็ต้องค่อย ๆ ปลอบกันต่ออีกนิด ถึงญี่ปุ่นแล้ว แต่ภารกิจของพ่อแม่ยังไม่จบครับ

ส่วนขากลับเราบิน Japan Airlines ขอมาเล่าต่อในโพสต์หน้าครับ เพราะเกรงว่าจะยาวเกินไป 😅
อ่านถาม–ตอบต่อบน Facebook
คำถามและประสบการณ์ที่คุยกันไว้ อยู่ในคอมเมนต์ของโพสต์ต้นฉบับครับ
