บันทึกจากทริป 26–27 กุมภาพันธ์ 2024
เกี่ยวกับบันทึกฉบับนี้
เรียบเรียงจากโพสต์และภาพของ H2 Journey ในทริปปี 1 สิทธิ์ บัตร และบริการที่กล่าวถึงเป็นประสบการณ์ในช่วงที่เดินทาง
โพสต์ต้นฉบับ: 20 มี.ค. 2024 · 27 มี.ค. 2024 · 1 พ.ย. 2024
โพสต์นี้มาเล่าประสบการณ์ การไปเที่ยว Disneyland & Sea ครั้งแรกของเราทั้ง 4 คนครับ (พ่อแม่แล้วก็เด็ก 4.5 กับ 1.7 ขวบ) หากตกหล่นหรือผิดพลาดตรงไหนแนะนำได้นะครับ เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับครั้งต่อๆ ไป
เราพักที่ DisneySea MiraCosta Hotel 1 คืน แล้วก็ที่ Disneyland Hotel 2 คืน เพราะเราอยากให้เด็ก ๆ ใช้เวลาให้เต็มที่ แล้วก็หลีกเลี่ยงการเดินทางช่วงสวนสนุกปิดกับเปิด ซึ่งคนน่าจะเยอะมาก
วันแรกที่ DisneySea และคืนที่ MiraCosta Hotel
จากสถานีโตเกียว สู่ DisneySea
เราออกเดินทางจากสถานีโตเกียวประมาณ 11 โมง มาถึงสถานี Maihama ประมาณเที่ยง แล้วเดินไปที่ Welcome center เพื่อซื้อตั๋วเขาสวนสนุก และทำการฝากกระเป๋าให้เขาส่งไปที่โรงแรมที่เราจองได้เลยครับ ซึ่งทำให้เราสามารถเดินตัวเปล่าเข้าสวนสนุกได้เลย เด็ก ๆ ก็เริ่มสนุกตั้งแต่นั่งรถไฟ Monorail กันเลย


หลังจากได้ตั๋วที่เป็นกระดาษมา ผมทำการสแกนทั้ง 3 ใบไว้ใน App Disney Resort ในมือถือผมเพียงเครื่องเดียวเลย ซึ่งเวลาเราจะกดจอง pass ต่างๆ ก็จะสามารถทำให้ได้ทุกคน สำหรับผมวิธีนี้ค่อนข้างสะดวก เพราะขณะที่เราจอง แม่ก็จะได้ดูแลเด็ก ๆ ได้
Priority Pass ที่เราใช้หลักๆ จะมี 2 แบบคือ - Disney Premier Access (DPA) ตัวนี้เสียเงินครับ - 40th anniversary priority pass ตัวนี้ฟรีครับ
แต่เนื่องจาก กว่าเราจะเข้า DisneySea ก็ประมาณบ่ายสองโมง pass ฟรีก็ไม่เหลือแล้ว ซึ่งผมเองก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพาเด็ก ๆ ไปเครื่องเล่น ที่เขาสามารถเล่นได้ และส่วนใหญ่ต่อคิวไม่นานมากครับ


มื้อกลางวัน แล้วพาเด็ก ๆ ไป Mermaid Lagoon
เราจึงเริ่มต้นด้วยการไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Restaurant Sakura ที่เราจองล่วงหน้าไว้ครับ โดยส่วนตัว ผมอยากแนะนำว่าถ้ามากับเด็กเล็ก เราควรจองร้านอาหารไว้ครับ จะช่วยได้มาก ยิ่งของผมไปช่วงอากาศหนาว ก็ถือว่าได้เข้ามาหลบหนาวในตัว เพราะถึงแม้ว่าเราจะมาไม่ทันจริงๆ ทางร้านก็แค่ข้ามสิทธิ์เรา ไม่ได้ชาร์จเงินแต่อย่างใด (แต่ก็พยายามไปให้ทันดีกว่าครับ)


หลังทานข้าวเสร็จเราไปกันที่โซน Mermaid Lagoon ซึ่งโซนนี้ลูกคนเล็ก 1.7 ขวบ ของเราสามารถเล่นได้เกือบหมดครับ โดยเครื่องเล่นที่เราเล่นมีดังนี้ 1. Jumpin Jellyfish 2. The Whirlpool 3. Blowfish Balloon Race
เราสามารถกดดูใน app ได้ว่าแต่ละเครื่องเล่นรอคิวประมาณกี่นาที หรือจะเดินไปดูที่แถวที่ต่อคิวก็ได้เช่นกัน ซึ่งวันที่เราไปทั้ง 3 เครื่องเล่นนี้รออย่างละประมาณ 20-30 นาที



กลับมาพักที่ MiraCosta Hotel
เราใช้เวลาอยู่ประมาณ 2 ชม.เศษๆ จึงกลับไป Checkin ที่โรงแรม MiraCosta Hotel ซึ่งตัวโรงแรมจะอยู่ใน DisneySea เลย และยังมีทางเข้า-ออก สำหรับแขกของโรงแรม ทำให้สะดวกมากครับ




ห้อง Harbor View ที่ตั้งใจจอง
โดยเราจะไปรอชมการแสดง จากในห้อง ที่เราตั้งใจจองเป็นพิเศษ เรียกว่าห้อง Harbor View ซึ่งเราได้ห้องทางปีกขวาชั้น 5 ซึ่งถือว่าเป็นมุมที่ดีมากๆ สำหรับรับชมการแสดง ตอนประมาณทุ่มนิดๆ ครับ



วิวจากห้องพัก Harbor View







แต่ทว่า....เราก็ได้ยินเสียงประกาศว่า เพื่อความปลอดภัย วันนี้งดการแสดง เนื่องจากมีพายุเข้าและมีลมพัดแรงมาก เรียกว่าเข่าทรุดเลยทีเดียว เพราะเราตั้งใจมาก รวมถึงพยายามอย่างมากที่จะจองห้องฝั่งอ่าวให้ได้ เพื่อจะชมการแสดง เพราะเป็นห้องที่จองยาก มาก ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ถึง 1 นาทีก็เต็มแล้ว
มื้อค่ำ และแสงไฟก่อนจบวัน
สุดท้ายเราทำได้แค่ลงมารับประทานอาหารค่ำร้านบริเวณใกล้ๆ ตัวโรงแรม น่าจะชื่อร้าน Cafe Portofino ครับ ลักษณะคล้าย food court รับถาดและเลือกอาหารได้เลย เหมาะสำหรับคนที่พักในโรงแรมและไม่อยากออกไปไหนไกลครับ เพราะร้านสะดวกซื้อใน MiraCosta Hotel ไม่ค่อยมีอาหารขายครับ


หลังจากนั้นเราก็พาเด็ก ๆ เดินเล่นเก็บบรรยากาศอีกนิดหน่อย ซึ่งพอฟ้ามืดบวกกับลมแรง ทำให้อากาศค่อนข้างจะหนาวมาก เด็ก ๆ ของเราก็เริ่มไม่ไหวเช่นกัน จึงต้องจบวันแรกของการเที่ยวสนุกครั้งแรกของครอบครัวไว้เพียงเท่านี้




อีกหนึ่งอย่างที่เด็ก ๆ ชอบ คือช่วงที่สวนสนุกใกล้จะปิด ผู้คนเริ่มเดินออก เราก็ไม่พลาดที่จะไปส่องไฟจากในห้องเป็นทักทาย ร่ำลากับแขกที่กำลังเดินออก เด็ก ๆ เองก็สนุกไปอีกแบบเช่นกันครับ


เช้าอีกวัน เล่นต่อก่อนย้ายโรงแรม
เช้าที่ตั้งใจจะใช้ Happy Entry
เราวางแผนจะตื่นกันแต่เช้า เพื่อที่จะใช้สิทธิ์ Happy entry 15 นาทีก่อนสวนสนุกเปิดครับ โดยให้เด็กรองท้องด้วยขนมปังในร้านสะดวกซื้อภายในโรงแรม

อย่างไรก็ตาม..กว่าเราจะลงไปถึงทางเข้า DisneySea ก็น่าจะประมาณ 8:55 ซึ่งก็เดินไปต่อหางแถวของ Happy entry ที่ทยอยเข้าไปเกือบหมดแล้วพอดี

หลังจากเข้าประตู เครื่องเล่นแรกที่เรารีบวิ่งไปคือ Toy Story Mania แต่พอไปถึง ปรากฏว่ากำลังปิดปรับปรุงอยู่ ซึ่งจริงๆ อันนี้ผมพลาดเองที่ลืมเช็กใน App ก่อน
ขณะนั้นเองก็เป็นเวลา 9 โมง ที่รอบปกติเริ่มทยอยเข้ามาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไปต่อเครื่องเล่น Tower of Terror กับ Journey to the Center of the Earth เป็นหลัก ซึ่งเป็นเครื่องเล่นที่เด็ก ๆ ของเราเล่นไม่ได้อยู่แล้ว
เราจึงพากันเข้าไปโซน Port Discovery ที่อยู่ลึกเข้าไป ซึ่งต้องบอกว่าเป็นข้อดีมากๆ สำหรับในวันนั้น เพราะเครื่องเล่นในโซนนี้ทั้ง Aquatopia, Nemo & Friend แทบไม่มีคิวครับ
เราเห็นเป็นโอกาสดี ก็พยายามชักชวนให้เด็ก ๆ เข้าเล่น Nemo แต่อาจจะเพราะยังเช้าอยู่ แล้วยังวิ่งบ้างเข็นรถเข็นบ้าง อาจจะเหนื่อย เด็ก ๆ เลยไม่ยอมเข้าเล่น
ทักทาย Genie ที่ Arabian Coast
เราจึงเดินเข้าไปโซน Arabian Coast ด้านใน เพื่อที่จะเล่น Jasmine's Flying Carpets แต่เนื่องจากไปถึงเร็วเกินไปนิด เครื่องเล่นยังไม่เปิดให้บริการ (เปิด 10 โมง) เราก็เลยเดินเล่นบริเวณนั้นแทน ซึ่งทำให้เราเจอกับเหล่าตัวละครที่ เดินออกมาพอดี โดยที่คึกคักกว่าใครคงต้องยกให้เจ้ายักษ์ Genie ซึ่งเด็ก ๆ ของเราก็ชอบมากทีเดียว




พรมวิเศษกับม้าหมุนที่ขอเล่นอีกรอบ
สำหรับ Jasmine's Flying Carpets ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องเล่นที่เด็กชอบมากครับ เรียกว่าอยากต่อรอบ 2 รอบ 3 กันเลย แต่เราพยายามชวนไปเล่นเครื่องเล่นอื่นก่อนเดี๋ยวจะไม่คุ้มครับ

และที่ขาดไม่ได้เลยถ้ามากับเด็ก ๆ ก็ต้องเป็นม้าหมุนนั่นเอง Caravan Carousel ที่นี่มี 2 ชั้นค่อนข้างใหญ่ครับ เด็ก ๆ เราขอเล่น 2 รอบ โชคดีว่าตอนเจ้าหน้าที่ตัดแถว เราได้เล่นชั้นล่างและชั้นบนอย่างละรอบพอดี


เครื่องเล่นถัดไปเราเดินวกกลับมาที่ Mermaid Lagoon แต่คราวนี้เราเล่น Scuttle’s Scooters ที่อยู่ด้านนอก ซึ่งเป็นอีกอันที่สนุกกำลังดีสำหรับผู้ใหญ่และเด็กครับ


เรื่องไม่คาดคิดใน 20,000 Leagues Under the Sea
ตอนนี้เด็กเริ่มอารมณ์ดี เราจึงชวนกลับมาเล่น 20,000 Leagues Under the Sea ซึ่งต้องบอกว่า ตอนที่เรามาถึงคิวยาวมากทีเดียว แต่เราก็อดทนต่อคิวครับ โดยระยะเวลารวม น่าจะประมาณ 40 นาทีกว่าจะได้เล่น
โดยเครื่องเล่นก็เป็นลักษณะยานกลมๆ ให้เราเข้าไปนั่งแล้วเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ลำนึงนั่งได้ 3 คู่ ก็ 6 คนพอดี แต่ขณะที่นั่งไปได้สัก 5 นาที ปรากฏว่าเครื่องเล่นขัดข้องครับ
โชคดีมากที่เป็นเครื่องเล่นที่ไม่ได้หวาดเสียวอะไร เด็ก ๆ ก็ไม่งอแง ก็ชวนกันคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ เราติดอยู่ในเครื่องเล่นประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาช่วยพาออกไปสำเร็จครับ

ก่อนออกจะมีเจ้าหน้าที่อีกคนนึง ยืนถือเครื่องสแกนตั๋ว พร้อมกับให้บัตรกระดาษสีฟ้าที่มีรายชื่อเครื่องเล่นใน DisneySea ณ ตอนนั้นเท่าที่สอบถามคือน่าจะหมายถึงให้เราเอาบัตรนี้ไปยื่นที่เครื่องเล่นที่เราอยากเล่น แล้วน่าจะได้สิทธิ์คล้าย DPA หรือ 40th anniversary priority pass
เราจึงลองไปยื่นใน โซน Mermaid lagoon เพราะเด็ก ๆ บอกว่าอยากเล่น Blowfish Balloon Race อีกครั้ง แต่พนักงานที่ยืนคุมคิวอยู่เหมือนไม่รู้จักบัตรนี้ พอดีว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับ Supervisor มาพอดี เขาก็อธิบายเราว่า คุณสมบัติของบัตรเหมือน Priority Pass แต่แนะนำว่าให้ไปใช้กับเครื่องเล่นที่คนต่อคิวยาวๆ จะคุ้มกว่า
เช็กเอาต์ แล้วเดินทางต่อไป Disneyland Hotel
แต่อย่างที่เล่าตอนต้น เครื่องเล่นเหล่านั้นลูกเราเล่นไม่ได้ ผมเลยไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเวลาก็ใกล้เที่ยงแล้ว เราต้องรีบกลับห้องไปทำเรื่อง Check-out และส่งกระเป๋าไปที่ Disneyland Hotel
ซึ่งสำหรับผมเอง มองว่าเมื่อวานและวันนี้ ที่ลูกๆ ได้เล่นเครื่องเล่นไป ถือว่าเกินความคาดหมายแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าบัตรที่เราได้มานั้นมีประโยชน์มากและจะเป็นพระเอกของเราในค่ำนี้เลย...🌟
เครื่องเล่นที่เด็ก ๆ ได้เล่นในสองวันนี้
- Jumpin Jellyfish
- The Whirlpool
- Blowfish Balloon Race
- Jasmine’s Flying Carpets
- Caravan Carousel
- Scuttle’s Scooters
- 20,000 Leagues Under the Sea
อ่านถาม–ตอบต่อบน Facebook
คำถามและประสบการณ์ที่คุยกันไว้ อยู่ในคอมเมนต์ของโพสต์ต้นฉบับครับ
